วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551

บทที่ 1

บทนำ

การนำผลิตกรรมทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในด้านต่างๆ ในหลายวงการ ซึ่งเรียกว่า “เทคโนโลยี” เป็นการนำเอาเครื่องจักรเครื่องกลมาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ตลอดเวลาจึงได้รับการพัฒนาและมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในวงการศึกษา ซึ่งเรียกว่า เทคโนโลยีการศึกษา มีความสำคัญยิ่งต่อการจัดการศึกษาให้เป็นไปอย่างมีระบบ มีผลทำให้การจัดการศึกษาบรรลุตามเป้าหมายและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น

ความหมายของเทคโนโลยี

นิพนธ์ ศุขปรีดี(2536 : 6) ให้ความหมายเทคโนโลยี หมายถึง ระบบการทำงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด โดยควรพิจารณาจากเกณฑ์ 3 ประการต่อไปนี้ 1) เทคโนโลยีต้องเป็นระบบ 2) เทคโนโลยีต้องทำให้งานบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และ3) เทคโนโลยีต้องประหยัดทรัพยากร
ครรชิต มาลัยวงศ์(2540 : 50) กล่าวถึงเทคโนโลยี หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับการผลิต การสร้างและการใช้สิ่งของ กระบวนการ หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542(2546 : 38) ให้ความหมายว่า วิทยาการที่นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม
คาร์เตอร์ วีกู๊ด(Carter V.Goog 1973 : 592) ได้ให้ความหมายเทคโนโลยี หมายถึง การนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ในวงการต่างๆหรือมาใช้ในงานสาขาต่างๆโดยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
ไฮนิค โมแลนดา รัสเซล และสมาลดิโน(Heinich , Molenda , Russel & Smaldino , 1999 : 410) ให้ความหมายของเทคโนโลยีไว้ 3 ลักษณะ คือ
1. กระบวนการ(Process) หมายถึง การออกแบบการแก้ปัญหาที่เชื่อถือ และนำมาใช้ซ้ำได้ในงานต่างๆ
2. ผลผลิต(Product) หมายถึง วัสดุและอุปกรณ์ที่เป็นผลมาจากการใช้กระบวนการของเทคโนโลยี
3. ลักษณะการผสมของกระบวนการและผลผลิต ได้แก่
3.1 ลักษณะผสมผสานกันระหว่างกระบวนการกับผลผลิต เช่น เทคโนโลยีในการเผยแพร่ข้อมูลซึ่งต้องใช้ทั้งกระบวนการและเครื่องมือซึ่งเป็นผลผลิต
3.2 ลักษณะของกระบวนการที่ไม่สามารถแยกออกจากผลผลิตได้ เช่น คอมพิวเตอร์ที่มีระบบการทำงานเป็นปฏิสัมพันธ์กันระหว่างตัวเครื่องและโปรแกรม เป็นต้น
จากความหมายของเทคโนโลยีที่กล่าวมาแล้ว พอสรุปได้ว่า การจัดระบบการทำงานโดยการนำแนวคิด เทคนิค วิธีการ กระบวนการ ตลอดจนผลผลิตทางวิทยาศาสตร์มาใช้อย่างเป็นระบบ เพื่อปรับปรุงระบบการทำงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

ความหมายเทคโนโลยีการศึกษา

ความหมายเทคโนโลยีการศึกษา มีนักการศึกษาได้ให้ความหมายไว้ ดังนี้
ชัยยงค์ พรหมวงศ์(2544 : 22) หมายถึง ระบบการประยุกต์ผลิตกรรมทางวิทยาศาสตร์(วัสดุ) และผลิตกรรมของวิศวกรรม(อุปกรณ์) โดยยึดหลักทางพฤติกรรมศาสตร์(วิธีการ) มาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษา ทั้งในด้านบริหาร ด้านวิชาการ และด้านบริการ
นิคม ทาแดง , กอบกุล ปราบประชา และอำนวย เดชชัยศรี(2545 : 1) หมายถึง เทคโนโลยีการศึกษานั้นเป็นการจัดแจงหรือการประยุกต์หลักการทางวิทยาศาสตร์กายภาพมาใช้ในกระบวนการของการศึกษา ซึ่งเป็นพฤติกรรมศาสตร์ โครงสร้างมโนมติทางพฤติกรรมศาสตร์ โดยการประสมประสานของมโนมติอื่นที่เกี่ยวข้อง
กิดานันท์ มลิทอง(2546 : 7) หมายถึง เทคโนโลยีการศึกษาเป็นการประยุกต์เอาเทคนิค วิธีการ แนวความคิด วัสดุ อุปกรณ์ และสิ่งต่างๆอันสืบเนื่องมาจากเทคโนโลยีมาใช้ในวงการศึกษา
ไรเซอร์ และอีลี(Riser & Ely , 1997 : 63-64) หมายถึง เทคโนโลยีการศึกษาเป็นคำที่ใช้กันทั่วไปและมุ่งเน้นรวมคำอื่นๆ เช่น เทคโนโลยีการสอน เทคโนโลยีการเรียนรู้ และคำอื่นในทำนองเดียวกันเข้าไว้ด้วยกัน
สมาคมเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ของสหรัฐอเมริกา(Association for Education Communication and Technology : AECT . อ้างถึงใน Reiser & Ely , 1997 : 69) หมายถึง เทคโนโลยีการศึกษาเป็นทฤษฎีและการปฏิบัติของการออกแบบ การพัฒนาการใช้ การจัดการและการประเมินผลของกระบวนการและทรัพยากรสำหรับการเรียนรู้
ในปัจจุบันวงการศึกษาได้นำเอาเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์เพิ่มมากขึ้น อันเนื่องมาจากการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของอุปกรณ์และระบบการสื่อสาร ชัยยงค์ พรหมวงศ์(2536 : 172-173) โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือที่มีบทบาทสำคัญและมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาในสังคมอย่างมาก โดยนักการศึกษาได้นำคอมพิวเตอร์มาใช้ในระบบการศึกษา สามด้าน คือ บริหาร บริการ และวิชาการ
1. การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในระบบบริหารการศึกษาเกี่ยวกับงานด้านธุรการ สารสนเทศ การเงิน พัสดุ อาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งใช้ในการบริหารผู้เรียนในสถานศึกษา และสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน ทำให้งานบริหารการศึกษามีผลผลิตและผลกระทบต่อสังคมดีขึ้น จนถือได้ว่าระบบคอมพิวเตอร์บริหารการศึกษาเป็นเทคโนโลยีการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ
2. การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการบริการการศึกษา เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในระบบสารสนเทศวิชาการ การบริการสื่อทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อวิทยุโทรทัศน์ การริการค้นหาข้อมูลทางวิชาการ ทั้งในและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยระบบคอมพิวเตอร์ในการเก็บและค้นหาข้อมูล
3. การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานวิชาการ ได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในระบบการเรียนการสอนเพื่อวัดผลในระยะแรก ต่อมาจึงใช้คอมพิวเตอร์ในฐานะสื่อการเรียนการสอน การวัดและประเมินผลการเรียนการสอนใสเวลาต่อมา
เทคโนโลยีเป็นเครื่องมืออันสำคัญที่สามารถทำคุณประโยชน์ให้กับการศึกษาได้อย่างดี หากนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม
เทคโนโลยีทางการศึกษา หมายถึง การนำความรู้ แนวคิด กระบวนการและผลผลิตทางวิทยาศาสตร์มาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบ เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ความหมายของนวัตกรรมการศึกษา

นวัตกรรม เป็นศัพท์บัญญัติของคณะกรรมการพิจารณาศัพท์วิชาการศึกษา กระทรวง
ศึกษาธิการ ซึ่งแต่เดิมใช้คำว่า นวกรรม เป็นคำมาจากภาษาอังกฤษว่า Innovation แปลว่า การทำสิ่งใหม่ๆ หรือสิ่งใหม่ที่ทำขึ้นมา คำว่า นวกรรม มาจากคำบาลีสันสฤต คือ นว หมายถึง ใหม่ และกรรม หมายถึง ความคิด การปฏิบัติ
กิดานันท์ มลิทอง(2540 : 245) ได้ให้ความหมายว่า นวัตกรรมเป็นแนวความคิดการปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อน หรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น เมื่อนำนวัตกรรมมาใช้จะช่วยให้การทำงานนั้นได้ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาและแรงงานได้ด้วย
บุญเกื้อ ควรหาเวช(2542 : 14-15) ให้ความหมายว่า เป็นการปฏิบัติที่ได้มีผู้ทำอยู่ก่อนแล้วในวงแคบๆ ซึ่งอาจทำโดยไม่รู้เหตุผล อาจจะเป็นการบังเอิญหรืออาจจะทำเช่นนั้นกันมาเป็นเวลานานแล้วแต่ไม่มีใครรู้ทฤษฎีเบื้องหลังว่า ทำไมทำเช่นนั้นแล้วจึงได้ผลต่อมาเมื่อมีผู้รู้และมีสภาพการณ์แวดล้อมที่เหมาะสม จึงได้นำเอาวิธีการนั้นแผ่ขยายให้กว้างขวางออกไป
รัฐกรณ์ คิดการ(2547 : 9) ให้ความหมายว่า นวัตกรรมเป็นความคิด และการกระทำใหม่ๆที่นำมาใช้ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
นิโคล และจอร์จ(Nicholls and Gearge. 1983 : 4) กล่าวว่า เป็นความคิดใหม่ มีเป้าหมายแน่นอน เพื่อนำมาปรับเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องมากกว่าจะเปลี่ยนแปลงสั้นๆเฉพาะจุดและต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ
ความหมายของนวัตกรรมการศึกษา สรุปได้ว่า นวัตกรรมเป็นความคิดการนำเอาสิ่งใหม่ๆ ทั้งที่เป็นความคิดและการกระทำ สิ่งประดิษฐ์ซึ่งได้ผ่านการทดลองวิจัยจนเชื่อถือได้ เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน

1. ข้อสังเกตเกี่ยวกับสิ่งที่ถือว่าเป็นนวัตกรรม
1.1 เป็นความคิดและกระบวนการกระทำใหม่ทั้งหมดหรือปรับปรุงดัดแปลงจากที่เคย
มีมาก่อนแล้ว
1.2 มีการนำวิธีระบบมาใช้อย่างชัดเจนโดยพิจารณาองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วน คือ
ข้อมูล กระบวนการ และผลลัพธ์
1.3 ความคิดหรือการกระทำนั้นมีการพิสูจน์ด้วยการวิจัยและช่วยให้การดำเนินงานมี
ประสิทธิภาพสูงขึ้น
1.4 ยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบบงานในปัจจุบัน

2. แนวคิดพื้นฐานที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมการศึกษา
แนวความคิดพื้นฐานทางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปมีผลทำให้เกิดนวัตกรรมการศึกษาขึ้นหลายรูปแบบด้วยกัน แนวความคิดพื้นฐานทางการศึกษาที่สำคัญพอสรุปได้ 4 ประการคือ
2.1 ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Different) ได้ก่อให้เกิดนวัตกรรม ได้แก่ 1) โรงเรียนไม่แบ่งชั้น 2) บทเรียนสำเร็จรูป 3) การสอนเป็นคณะ และ4) คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
2.2 ความพร้อม (Readiness) ได้ก่อให้เกิดนวัตกรรม ได้แก่ 1) ชุดการเรียนการสอน 2) ศูนย์การเรียน
2.3 เวลาที่ใช้ในการศึกษา นวัตกรรมที่สนองความคิดนี้ ได้แก่ 1) ตารางเรียนแบบยืดหยุ่น 2) มหาวิทยาลัยเปิด และ3) การเรียนทางไปรษณีย์
2.4 การขยายตัวด้านวิชาการและอัตราการเพิ่มของประชากร ทำให้เกิดนวัตกรรมใน
ด้านนี้ขึ้น ได้แก่ 1) ดาวเทียมเพื่อการศึกษา 2) มหาวิทยาลัยเปิด 3) การศึกษาทางไกล และ4) การเรียนผ่านอินเตอร์เน็ต

ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับนวัตกรรม

คำว่า นวัตกรรม เป็นคำที่ใช้ควบคู่กับ เทคโนโลยี เสมอๆ ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Innotech
ความจริงแล้วนวัตกรรมและเทคโนโลยีนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากนวัตกรรมเป็นเรื่องของการคิดค้นหรือการกระทำใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นซึ่งอาจจะอยู่ในขั้นของการเสนอความคิดหรือในขั้นของการทดลองอยู่ก็ได้ ยังไม่เป็นที่คุ้นเคยของสังคม ส่วนเทคโนโลยีนั้นมุ่งไปที่การนำสิ่งต่าง ๆ รวมทั้งวิธีการเข้ามาประยุกต์ใช้กับการทำงาน หรือแก้ปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ถ้าหากพิจารณาว่านวัตกรรมหรือสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่นี้น่าจะนำมาใช้ การนำเอานวัตกรรมเข้ามาใช้นี้ ก็จัดได้ว่าเป็นเทคโนโลยีด้วย และในการใช้เทคโนโลยีนี้ถ้าเราทำให้เกิดวิธีการหรือสิ่งใหม่ ๆ ขึ้น สิ่งนั้นก็เรียกว่าเป็นนวัตกรรม เราจึงมักเห็นคำ นวัตกรรมและเทคโนโลยี อยู่ควบคู่กันเสมอ

การจัดประเภทของเทคโนโลยีการศึกษา

นักการศึกษาได้เสนอให้มีการจัดแบ่งประเภทของเทคโนโลยีการศึกษาใหม่ โดยหันมาเน้นที่การนำมาใช้ในการเรียนการสอน แทนการเน้นที่ความเป็นอุปกรณ์อย่างที่เคยเป็นมา เป็นผลให้สามารถกำหนดประเภทของเทคโนโลยีการศึกษาได้เป็น 4 ประเภทหลัก คือ
1. ประเภทช่วยสอน (Tutorial) ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีทำการสอน สาธิต หรือ
ฝึกหัด เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบต่าง ๆ โทรทัศน์ศึกษา ซอฟต์แวร์แบบฝึก เป็นต้น
2. ประเภทช่วยค้นคว้า (Exploratory) คือ เทคโนโลยีที่ให้อิสระผู้เรียนในการ
สำรวจค้นห้าความรู้ด้วยวิธีสอนแบบค้นคว้า ไม่ว่าจะมีการชี้แนะหรือไม่มี (guided discovery) เช่น ซีดีรอมประเภทเอ็นไซโคลปิเดีย ไฮเปอร์มีเดีย เครือข่ายข้อมูล ห้องแลปคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
3. ประเภทเครื่องมือสื่อช่วยการเรียน (Tools / Application) ได้แก่ เทคโนโลยีที่
ช่วยผู้เรียนในการทำงานหรือทำกิจกรรมการเรียนในวิชาต่าง ๆ ประเภทการเขียนการวิเคราะห์ข้อมูล การค้นคว้าและจัดทำฐานข้อมูล เช่น โปรแกรมประยุกต์ในงานพิมพ์ งานคำนวณและงานนำเสนอ โปรแกรมด้านกราฟิกต่าง ๆ เครือข่ายการสืบค้นข้อมูล การบันทึกและตัดต่อวิดีโอ เป็นต้น
4. ประเภทช่วยการสื่อสาร (Communication) ได้แก่ เทคโนโลยีที่ช่วยให้ครูและ
ผู้เรียนสามารถติดต่อกันโดยผ่านหรือข้ามเครือข่าย ด้วยเทคโนโลยีที่หลากหลาย เช่น การสอนทางไกลเชิงปฏิสัมพันธ์ผ่านดาวเทียม คอมพิวเตอร์และโมเด็ม เคเบิลทีวี และจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
นอกจากนี้ กรณีศึกษาต่างๆ ยังสนับสนุนความเชื่อที่ว่าเทคโนโลยีสามารถเป็นตัวแปรหลักในการปฏิรูปแบบการเรียนการสอนให้มีลักษณะที่พึงปรารถนา ได้แก่
- การจัดกิจกรรมการเรียนที่เป็นจริงและท้าทาย (Authentic, Challenging Tasks)
- การเปลี่ยนบทบาทของครูและผู้เรียน (New roles of students and Teachers)
- การเพิ่มพูนความสามารถในวิชาชีพของครู (Professionalization of Teachers)
- การสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้เกิดการยอมรับว่ามีการเรียนทั้งในและนอกโรงเรียน
(Culture that supports learning both in the classroom and beyond the school walls)
เมื่อนำทุกอย่างมาพิจารณารวมกัน จะได้รูปแบบหลักของการนำเทคโนโลยีมาปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนให้มีลักษณะดังกล่าว เรียกว่า “การใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมกิจกรรมจริง” (Authentic Uses of Technology) โดยเน้นการใช้เทคโนโลยี 2 ประเภทช่วยการสื่อสาร คือ คอมพิวเตอร์ โมเด็มและเครือข่าย วีดิทัศน์และวีดิทัศน์ทางการศึกษา ซีดีรอมและวิดีโอดิสก์ และเทคโนโลยีดาวเทียม โดยมีหลักการนำไปใช้ดังต่อไปนี้
- ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำกิจกรรมจริงของผู้เรียน ซึ่งมักเป็นกิจกรรมที่มีลักษณะ
บูรณาการและท้าทาย
- ใช้เทคโนโลยีเป็นกิจกรรมอื่น ๆ มากกว่าเป็นวิชาที่เปิดสอน

เทคโนโลยีกับบทบาทในการจัดการเรียนการสอน

จอน โบ ไฟล์ และคนอื่นๆ (Jones. Beau Fly and others 1995 : 8) ได้เสนอหลักของการจัดการเรียนการสอนไว้ 5 ประการดังต่อไปนี้คือ
1. การจัดการเรียนแบบให้มีส่วนร่วม (Engaged Learning)
2. การจัดการเรียนแบบให้มีการร่วมมือกัน (Collaborative Learning)
3. การจัดการเรียนแบบสหวิทยาการและบูรณาการ (Multidisciplinary/
Interdisciplinary)
4. การจัดการเรียนแบบตอบสนองลักษณะเฉพาะของบุคคล (Personalized
Learning)
5. การเรียนและประเมินผลตามจริง (Authentic Learning and Authentic
Assessment)
บทบาททางการเรียนเหล่านี้มุ่งเน้น ให้เกิดผู้เรียนที่มีลักษณะมีส่วนร่วมในการเรียน
การสอน (Engaged Learners) ซึ่งแสดงออกด้วยการ 1) รับผิดชอบการเรียนด้วยตนเอง (responsible for their own learning) 2) เรียนอย่างกระตือรือร้น (energized by learning) 3) เรียนอย่างมียุทธวิธี (strategic) และ 4) เรียนด้วยการร่วมมือกัน (collaborative)
การเรียนการสอน จึงต้องเปลี่ยนมาเน้นองค์ประกอบที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น การมีปฏิสัมพันธ์ในการเรียนเพิ่มขึ้นของผู้เรียน การประสานและร่วมมือกันมากขึ้นในระหว่างโรงเรียนและโรงเรียนกับชุมชน การร่วมมือกันระหว่างครูกับผู้เรียนในการทำกิจกรรมการเรียนการสอนซึ่งครูจะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้อำนวยความสะดวก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเน้นให้ใช้สื่อการเรียนที่มาจากเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเด่นชัดในรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ดังตาราง

ตารางที่ 1.1 เปรียบเทียบระหว่างการสอนแบบเดิมกับการสอนแบบปฏิรูป

การสอนแบบเดิม (Conventional Instruction)
การสอนแบบปฏิรูป (Reform Instruction)
1. ครูเป็นผู้กำกับควบคุม (Teacher-directed)

2. สอนแบบเน้นการให้ความรู้ (Didactic teaching)
3. เรียนแบบต่างคนต่างทำกิจกรรม (Individual work)
4. ครูมีบทบาทเป็นผู้จ่ายความรู้ (Teacher as knowledge dispenser)

5. จัดกลุ่มผู้เรียนตามความสามารถ (Ability grouping)
6. ประเมินผลจากทักษะความรู้ที่สอนไป (Assessment of fact knowledge and discrete skills)

1. ผู้เรียนเป็นผู้ศึกษาค้นคว้า (Student exploration)
2. สอนแบบเน้นการมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive modes of instruction)
3. เรียนแบบร่วมมือกันทำกิจกรรม(Collaborative work)
4. ครูมีบทบาทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียน (teacher as a facilitator)
5. จัดกลุ่มผู้เรียนแบบคละ (Heterogenous grouping)
6. ประเมินผลจากความสามารถในการนำไปใช้ของผู้เรียน (Performance-based Assessment)
1. การเรียนแบบมีส่วนร่วม ( Engaged Learning)
ผู้เรียนต้องเรียนรู้ทักษะกระบวนการ (Process skills) ได้แก่ การสืบสวน ค้นหาข้อมูล การจัดจำพวก การประเมิน และการสื่อสารถ่ายทอดข้อมูล (Investigate-classify-evaluate-communicate information) เพื่อให้สามารถสร้างองค์ความรู้ (facts) ของตนเองขึ้นมาในขณะที่องค์ความรู้เหล่านี้กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เทคโนโลยีจะเข้าไปมีบทบาทเพื่ออำนวยให้เกิดทักษะกระบวนการเหล่านี้ เช่น โปรแกรมพิมพ์งาน วาดภาพ มัลติมีเดีย และระบบช่วยสร้าง โดยเน้นให้ผลผลิตของกิจกรรมสะท้อนให้เห็นการเกิดการเรียนรู้ของตน ผู้เรียนยังสามารถใช้จำลองสถานการณ์บนคอมพิวเตอร์เพื่อพัฒนาการคิดระดับสูง ใช้การสืบค้นข้อมูลจำนวนมากจากภายนอกผ่านโมเด็ม ใช้การวิเคราะห์สมมติฐานกับข้อมูลจำนวนมากที่เก็บไว้แล้วนำมาวิเคราะห์ใช้การฝึกภาคสนามเพื่อทดลองจริงกับกล้องถ่ายวิดีทัศน์และคอมพิวเตอร์แลปทอบ เป็นต้น
2. การเรียนแบบร่วมมือกัน (Collaborative Learning)
ผู้เรียนต้องพัฒนาให้เกิดทักษะในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในโลกที่แวดล้อมด้วยการมีปฏิสัมพันธ์ข้ามวัฒนธรรมแบบโลกาภิวัตน์มากขึ้นทุกขณะ การแข่งขันและการร่วมมือกันจึงเป็นสิ่งที่จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน การทำงานกลุ่มในแนวทางประชาธิปไตย การตัดสินใจในการทำงานกลุ่มเพื่อกำหนดการมีส่วนร่วมของทุกคนทำให้เกิดความรับผิดชอบและความรู้สึกมีส่วนร่วมในผลสำเร็จ
เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการแบ่งแหล่งความรู้ (Resources) การใส่ข้อมูลบุคคลในกลุ่มเป็นรายบุคคลและการจัดการงานกลุ่ม เป็นต้น
3. การเรียนแบบบูรณาการ (Interdisciplinary Learning)
ผู้เรียนเรียนรู้ที่จะสร้างความคิดรวบยอดข้ามวิชาต่างๆ โดยครูต้องทำงานเป็นทีม เพื่อสอนในแนวดังกล่าว ซึ่งไม่ใช่การเชื่อมโยงเพียง 2 วิชา แต่ควรต้องพยายามเชื่อมโยงให้หลากหลายและเกินจากเป้าหมายในวิชาหนึ่ง ๆ ไว้ให้มากที่สุด
เทคโนโลยีมัลติมีเดีย สามารถช่วยในการนำเสนอผลงานของผู้เรียนแบบไม่เป็นเส้นตรง และเป็นมัลติมีเดียแบบบูรณาการช่วยสะสมวิเคราะห์ข้อมูล และนำเสนอในรูปกราฟ ชาร์ตและการรวบรวมเพื่อนำไปใช้ต่อ ตลอดจนการใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์แบบบูรณาการ เป็นต้น
4. การเรียนแบบตอบสนองลักษณะเฉพาะของบุคคล (Personalized Learning)
ผู้เรียนแต่ละคนมีวิถีในการเรียนรู้แตกต่างกัน (Learning Styles) มีความพร้อมทางกายและสติปัญญาต่างกัน ครูจึงควรใช้วิธีการนำเสนอความรู้แบบหลากหลายเข้าไว้ก่อน (visual-auditory-kinetic-tactile-interactive-reading)
เทคโนโลยีช่วยได้ทั้งการนำเสนอ การให้ความรู้และการถ่ายทอดสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้วมัลติมีเดียเชิงปฏิสัมพันธ์ การโยงข้าม และไฮเปอร์เท็กซ์ เป็นตัวอย่างที่ดีของการตอบสนองเป็นรายบุคคล
5. การเรียนและประเมินผลตามจริง (Authentic Learning and Authentic
Assessment)
บริบทการเรียนรู้ที่เปลี่ยนมาเน้นการนำความรู้ไปใช้หรือประยุกต์ใช้จริงเท่านั้นที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความอยากเรียนรู้ กิจกรรมจึงต้องเน้นให้แสดงออก สร้าง และมีผลผลิต หรือทำอะไรที่จะได้นำไปใช้ในชีวิตจริง การประเมินผลก็ต้องตามมาในแนวเดียวกัน เช่น การทำแฟ้มสะสมงาน (Portfolio) โดยใช้เทคโนโลยีช่วยบันทึกความสำเร็จแต่ละขั้นของผู้เรียน เป็นต้น

การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน

การนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน ได้แก่ การจัดกลุ่มผู้เรียนให้ทำงานตลอดเทอม การจัดโครงการให้มีรูปแบบของการบูรณาการวิชาต่าง ๆ และมีเนื้อหาการเรียนรู้ที่ท้าทาย ชวนให้สนใจติดตามด้วยการนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาสนับสนุนในการทำงาน เช่น รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ นำเสนอ และสื่อสารข้อมูลความรู้ให้แก่กัน การจัดทำสิ่งเหล่านี้มียุทธวิธีสำคัญอยู่ 4 ประการหลักคือ (นาตยา ปิลันธนานนท์ , มธุรส จงชัยกิจ และศิริรัตน์ นีละคุปต์ 2542 : 152-216)
1. การจัดให้ได้ใช้อย่างเพียงพอ โรงเรียนต้องเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาด้าน งบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ตลอดจนการซ่อมบำรุงดูแลรักษา เพราะจำนวนโอกาสที่ผู้เรียนได้ใช้เทคโนโลยีมีผลเป็นอย่างมากต่อประสิทธิภาพในการเป็นสื่อการสอนของเทคโนโลยี
2. การจัดให้ได้ใช้อย่างทั่วถึงเสมอภาคโรงเรียนต้องคำนึงถึงความเสมอภาคทั้งในแง่ผู้เรียนที่มีฐานะเศรษฐกิจทางครอบครัวไม่เอื้ออำนวย หรือด้อยโอกาสและในแง่ของความไม่เสมอภาคทางเพศ เช่น นักเรียนชายอาจมีการเรียกร้องต้องการใช้คอมพิวเตอร์มากกว่านักเรียนหญิง เป็นต้น การออกแบบการจัดการเพื่อให้เกิดความเสมอภาคในการใช้อาจแบ่งออกได้เป็น 4 ลักษณะคือ
2.1 การใช้ในห้องเรียนทั่วไป
2.2 การใช้ในห้องแล็ปไมโครคอมพิวเตอร์
2.3 การเพิ่มการใช้ให้ทีละชั้นปี
2.4 การจัดเป็นพิเศษสำหรับกลุ่มบุคคลที่สนใจในเทคโนโลยีระดับสูง
3. การให้ครูส่วนใหญ่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนการจัดกิจกรรม ยังเป็นส่วนสำคัญของการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนการสอน โครงการหรือกิจกรรมที่จัดควรเน้นให้มีการสนับสนุนครูให้เข้าร่วมในการใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อ และเปลี่ยนบทบาทของตนเองและผู้เรียน โดยต้องเข้าใจถึงความแตกต่างในการเรียนรู้และปรับตัวของครูแต่ละคน วิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ได้แก่
3.1 จัดเป็นกลุ่มครูที่มีความสนใจ เพื่อพัฒนาให้เกิดความชำนาญและเป็นพี่เลี้ยง
ครูคนอื่น ๆ ต่อไปได้
3.2 จัดหาคอมพิวเตอร์ให้ครูใช้เป็นรายบุคคลและเป็นส่วนตัวที่บ้าน ซึ่งจะก่อให้
เกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมด้วยเป็นอย่างมาก
3.3 ให้รางวัลครูที่มีผลงานการใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อได้อย่างดี
3.4 ตั้งเป้าการพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพควบคู่กันไป กับ
เทคนิควิธีทางการสอน
4. การให้การดูแลสนับสนุนด้านการซ่อมบำรุง และการดูแลรักษาเทคโนโลยีในโรงเรียน
เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดความคล่องตัวในการใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อการเรียนการสอน เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ หรือซ้ำซากจะทำให้ครูเกิดความท้อถอยและหมดกำลังใจไปได้ในที่สุด ทั้งนี้รูปแบบของการติดตามดูแลซ่อมบำรุง ทำได้ 5 แบบ ด้วยกันคือ
4.1 จัดวางแผนการใช้และได้มาซึ่งอุปกรณ์ให้
4.2 จัดการฝึกอบรมการใช้ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ใหม่ๆ ให้
4.3 จัดเตรียมคำแนะนำและการสาธิตวิธีการสอดประสานเทคโนโลยีเข้ากับ
การสอน
4.4 จัดเตรียมความช่วยเหลือตามคำร้องขอไว้สำหรับปัญหาในการใช้ฮาร์ดแวร์
และซอฟต์แวร์
4.5 สาธิตวิธีการดูและระดับพื้นฐานให้ดู
การวางแผนด้านการซ่อมบำรุงจึงต้องเป็นระบบมีความต่อเนื่อง โดยคำนึงธรรมชาติใน
ด้านการเสื่อมและล้าสมัยของอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมตลอดถึงการให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีแก่ครูต่อไปในระดับที่สูงขึ้นอีกด้วย

ผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อการเรียนการสอน

ผลกระทบจากเทคโนโลยีที่มีต่อครูและนักเรียน ตลอดจนการเรียนการสอนยังเป็นเหตุผลให้เกิดการยอมรับเทคโนโลยีเข้ามาเป็นสื่อการเรียนการสอนในโรงเรียน ดังต่อไปนี้

1. ผลกระทบที่มีต่อนักเรียนและการเรียนการสอน
1.1 เปลี่ยนบทบาทครูและนักเรียนโดยนักเรียนสามารถเปลี่ยนมาเป็นผู้กำหนดเป้าหมาย ตัดสินใจเลือกและจัดการกับการประเมินผลความสำเร็จของตนเอง โดยไม่ต้องคอยรอรับความรู้จากครูหรือตำราเรียนเพียงอย่างเดียว
1.2 นักเรียนได้ทักษะในการใช้งานเทคโนโลยีหลายรูปแบบ ทำให้เกิดความเข้าใจ
และเชื่อมั่นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่
1.3 นักเรียนสามารถทำงานที่ซับซ้อนโดยใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์ในระดับที่สูงขึ้น
ตามที่ได้รับมอบหมายได้
1.4 เกิดทั้งความร่วมมือและการแข่งขันกันในการทำกิจกรรมการเรียนการสอน
ผู้เรียนใช้แหล่งความรู้จากภายนอกโรงเรียนมากขึ้น
1.5 ผู้เรียนได้ปรับปรุงทักษะการออกแบบของตนเอง เช่น จากการทำงานเป็นกลุ่ม
เพื่อผลผลิตงานทางมัลติมีเดีย และยังเพิ่มความรู้สึกสนใจและตั้งใจฟังคนอื่น ซึ่งเป็นประโยชน์ในการทำงานต่างๆ และการแสดงต่อหน้าผู้มาชมผลงาน
ทั้งนี้ครูยังจำเป็นต้องคิดกลยุทธ์ต่าง ๆ ในการมอบหมายงานหรือกิจกรรมใน
ลักษณะที่สามารถควบคุมผู้เรียนไม่ให้เสียเวลาไปกับลักษณะบางอย่างทางเทคโนโลยีที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการฝึกฝนกิจกรรมขณะนั้น

2. ผลกระทบที่มีต่อครู
เป็นผลกระทบที่มีต่อการพัฒนาวิชาชีพครูให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (Professionalization) ดังนี้
2.1 เพิ่มความร่วมมือให้เกิดขึ้นในระหว่างครูภายในโรงเรียนเดียวกัน
2.2 ช่วยให้เกิดการร่วมมือกับผู้ร่วมอาชีพเดียวกันและกับแหล่งข้อมูลความรู้อื่นๆ
2.2 ก่อเกิดกิจกรรมที่ทำให้เติบโตทางวิชาชีพมากขึ้น เช่น การฝึกอบรมเพื่อใช้
เทคโนโลยีที่ต้องนำมาเป็นสื่อการเรียนการสอน การได้เข้าถึงเทคโนโลยีที่สูงขึ้นเพื่อทำงานของตน การได้ร่วมมือกับนักวิจัยอื่นๆ นอกโรงเรียน การได้ติดต่อพูดคุยกับผู้ผลิตซอฟต์แวร์ เป็นต้น

บทสรุป

เทคโนโลยีทางการศึกษาเป็นการนำความรู้ แนวคิด กระบวนการและผลผลิตทางวิทยาศาสตร์มาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบ เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในวงการศึกษา จะช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาในด้านการจัดการ การบริหาร และการเรียนการสอน ที่เป็นการปรับบทบาทระหว่างครูและนักเรียนในการทำกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นให้ใช้สื่อการเรียนที่มาจากเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำถามทบทวน
1. เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทกับการศึกษาในด้านใดบ้าง
2. ท่านมีเกณฑ์ในการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างไร
3.จงอธิบายความหมายและข้อแตกต่างระหว่างเทคโนโลยีการศึกษากับเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
4. ข้อสังเกตเกี่ยวกับสิ่งที่ถือว่าเป็นนวัตกรรม มีอะไรบ้าง
5. เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จัดอยู่ในหมวดใด ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และมีกี่มาตรา อะไรบ้าง
6. เทคโนโลยีและนวัตกรรม มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
7. เทคโนโลยีการศึกษาแบ่งได้เป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง
8. ท่านคิดว่า ครูควรมีความรู้พื้นฐานทางการใช้เทคโนโลยีแค่ไหน อย่างไร
9. ท่านมียุทธวิธีในการนำเทคโนโลยีมาปฏิรูปการเรียนการสอนอย่างไร
10. ท่านคิดว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้กับการเรียนการสอน จะส่งผลกระทบต่อครูและนักเรียนอย่างไร

ไม่มีความคิดเห็น: